Back กลับ
คุณเหว่ง และคุณเติร์ด

คุณเหว่ง และคุณเติร์ด

เล่าเรื่องขั้นเทพ ด้วยลีลาเหนือชั้นแบบ @เทพลีลา

05 ม.ค. 2561

เล่าเรื่องให้ปังด้วยลีลาขั้นเทพไม่เป็นสองรองใครแบบ คุณเหว่ง และคุณเติร์ด เจ้าของเพจ "เทพลีลา"กับการนำเรื่องราวธรรมดาในชีวิตประจำวันมาเล่าให้ไม่ธรรมดา สอดแทรกความสนุกปนเสียงหัวเราะในแบบที่เป็นตัวเองได้อย่างน่าสนใจ ไม่ต้องรอช้า เพราะพวกเขาพร้อมแล้วที่จะมาแบ่งปันแนวคิดขั้นเทพให้กับทุกคน  

 

Tellscore: แนะนำตัว

คุณเหว่ง: พี่ก็ชื่อพี่เหว่งนะครับ ชื่อจริงไม่ต้องนะ ชื่อเล่นอย่างเดียว ชื่อจริงเดี๋ยวคนอื่นรู้
 

คุณเติร์ด: ครับ ชื่อเติร์ดครับ 

Tellscore: จุดเริ่มต้นและที่มาของเพจ ‘เทพลีลา’

คุณเหว่ง: เริ่มต้นจากพี่เปลี่ยนงาน แล้วเปลี่ยนจังหวะเดียวกับเติร์ดพอดี แล้วบังเอิญว่าเราอยู่บ้านใกล้กัน ในหมู่บ้านเดียวกันนี่แหละ ก็เลยคุยกันก็ชวนกันมาทำอะไรที่แบบสนุกๆ อะ เกี่ยวกับตัวเราเอง เพราะเราก็มีประสบการณ์ทำเพจอยู่แล้ว ก็ชวนเติร์ดมาทำ ถ้าเรื่องติงต๊องพี่ก็ยกให้เติร์ดคิด เรื่องสาระพี่ (หัวเราะ)

คุณเหว่ง: เทพลีลาเนี่ย หลายคนก็จะคิดว่าเป็นโรงเรียน เป็นวัด

คุณเติร์ด: จริงๆ ถ้าจุดเริ่มต้นเลยอะครับ พี่เหว่งเขาเอาไอเดียเป็นเพจเกี่ยวกับการเต้น 

คุณเหว่ง: พี่คิดว่าพี่เต้นเก่ง ตั้งแต่จำความได้ พี่เต้นในผับพี่เต้นดี แต่จริงๆ เต้นไม่ค่อยดี เพิ่งรู้ตัวตอนที่เริ่มทำเทปแรกๆ คือเทพลีลาความหมายของพี่มันคือว่า คนที่มีลีลาขั้นเทพ ลีลาขั้นเทพหมายถึงว่า ไม่ว่าจะรูปแบบการเต้น การพูด ตอนหลังเราก็พยายามมั่วแถไปเรื่อยๆ นะ ให้มันเข้าคอนเซปต์เรา (หัวเราะ)

คุณเติร์ด: คือตั้งชื่อมาแล้ว 

คุณเหว่ง: เพราะว่าตั้งมาแล้วไม่อยากเปลี่ยน ก็เลยเป็นเพจที่มีลีลาละกัน ซึ่งพวกเราเป็นขั้นเทพ แต่จะเป็นเทพไหนเราไม่รู้ (หัวเราะ)

 

Tellscore:เทพลีลามักนำเรื่องราวในชีวิตประจำวันมาสอดแทรกมุกฮา อยากทราบว่าไอเดียของแต่ละเรื่องมันมาได้อย่างไร

คุณเติร์ด: เริ่มอย่างแรกเลยครับ ปกติเวลาเราคิดว่าคอนเซปต์กันอย่างเนี่ย เราจะคิดว่าคอนเทนต์ที่เรานำไปลงมัน มันสามารถ Relate กับคนอื่นได้ไหม เหมือนคนอื่นดูแล้วก็ เฮ้ย! เหมือนกูเลย พอได้คอนเทนต์มาแล้วเราก็จะมาลงดีเทลทีหลัง แต่จะเริ่มจากการว่าให้ Relate กับคนดูได้ครับ 

คุณเหว่ง: คือคนดูส่วนมากละกันนะ จำนวนหนึ่งที่เราพอคิดได้ มันก็เหมือนกับต้องมีความเป็นแมสอยู่ หลังๆ เราเริ่มทำเรื่องของความเป็นแมสที่คนเข้าถึงง่ายๆ หน่อย โดนในชีวิตประจำวันแบบเออ อย่างนี้เราก็เคยโดน เคยเป็น แล้วก็มาเติมมุก เติมอะไรเข้าไป หลักๆ ก็จะประมาณนี้

Tellscore: คิดว่าหัวใจสำคัญที่ทำให้คอนเทนต์เกิดกระแสไวรัลคืออะไร ยกตัวอย่างคลิปแจกดอกกุหลาบในวันวาเลนไทน์  

คุณเหว่ง: มันก็ขึ้นอยู่กับคอนเซปต์แต่ละคลิปนะ อันนั้นเองมันอาจจะเกิดจากความตั้งใจที่เติร์ดคิดมาด้วย แล้วเป็นความบังเอิญ เติร์ดเล่าดิ อันนี้น่าเล่านะ

คุณเติร์ด: เกิดจากที่ทีแรกเราคิดคอนเทนต์ไม่ได้ แรกๆ นะครับ อันนั้นคือคลิปต้นๆ เลยอะ เราคิดอะไรไม่ค่อยออก ทีนี้พี่เหว่งอะ ถึงวันวาเลนไทน์แล้ว ก็เลยเกิดการคุยว่าเดี๋ยวต้องทำคลิปเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์เพื่อให้ติดกระแส แล้วทีนี้พี่เหว่งเขาชอบทำของให้แฟน

คุณเหว่ง: พี่เป็นคนประหยัดไง มัธยัส แต่ตอนทำคลิปนี้เราไม่ได้ทำให้แฟนเราคนเดียว คือไอเดียของเติร์ดมันคือว่าเราอยากให้คนที่ไม่ค่อยจะได้  ไม่ค่อยมีโอกาสได้ดอกไม้จากใคร เพราะอาจจะมองข้ามคนๆ นั้นไป เช่น คนกวาดขยะ

คุณเติร์ด: แม่ค้าทอดไก่อยู่ข้างถนน

คุณเหว่ง: เราคิดว่าเขาน่าจะไม่ค่อยจะได้ เพราะมันก็เหมือนกับเป็นเทศกาลฝรั่งด้วย อันนี้ตัวพี่เอง เติร์ดก็บอกว่าต้องแจกดอกไม้ พี่ก็แบบดอกไม้พวกนั้นแพงนะ ดอกกุหลาบแมร่งดอกละกี่ร้อยไม่รู้ เราทำเองดีกว่าเว้ย ก็เลยไปซื้อกระดาษสีแดงมาพับ เติร์ดก็เหยียดหยาม พี่! พี่พับเป็นเหรอ พี่ก็เลยโชว์ไป เป็นลมเลย! ดอกแรกไม่ค่อยสวยเท่าไร (หัวเราะ) นี่ก็คือจุดเริ่มต้นว่าเออ เรามาพับ แล้วก็เอาที่เราพับนี่แหละ คอนเซปต์ก็คือ พับ ไม่ได้ซื้อที่ไหน พับด้วยมือของเราเอง ก็ทำไปสัก 20 ดอกได้

คุณเติร์ด: ความจริงตอนแรกมันจะมี 2 คลิป ตอนแรกที่ทำออกมาเราก็กะถ่ายพวกเราไปให้คนในครอบครัว ไปๆ มาๆ เออ มันดี มันเวิร์ค ก็เลยออกไปให้ข้างนอกด้วย

คุณเหว่ง: นี่ก็เป็นตัวอย่างอันนึงที่บางทีเนี่ย สิ่งที่คิดมามันมาจากคอนเซปต์ มันก็มาจากอะไรที่มันไม่เหมือนใคร มีความแปลกบ้าง นำเสนอในมุมมองที่มันแตกต่าง แล้วมันโดนแมส อันนี้มันก็จะเกิดไวรัล

 

Tellscore: คิดว่าเทรนด์ของการทำคอนเทนต์ตลกในอนาคตจะเป็นอย่างไรบ้าง คนไทยจะมีรสนิยมความฮาที่เปลี่ยนไปไหม

คุณเหว่ง: อย่างสมัยก่อนเนี่ย สมัยพี่เด็กๆ นู่น เชิญยิ้มอะ พี่โน็ต เชิญยิ้ม อะไรพวกนั้นก็จะเป็นแบบตลกคาเฟ่ มันเปลี่ยนไปทุกยุคนะ เหมือนยุคเสนา (ยุทธการขยับเหงือก) มาถึงยุคเนี่ย มันเป็นยุคที่ตลกมันถูกผสมแล้วอะในมุมองของพี่นะ มีครีเอทีฟเข้าไปผสมด้วย แล้วก็เล่นกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งอันนี้เติร์ดถนัดเลย

คุณเติร์ด: แต่บางทีก็ไม่ตลกเหมือนกัน (หัวเราะ) สมมุติว่ามันแป้ก เราก็จะขำของเราไปก่อน

คุณเหว่ง: บางทีมันก็ไม่ตลกนะ เราก็ต้องขำเองก่อนไม่อย่างนั้นใครจะดูเราอะ

Tellscore: มีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง เกี่ยวกับเทรนด์ของ Micro Influencer  

คุณเหว่ง: ถ้าถามพี่เอาแบบจริงๆ เลยเนี่ย พี่ว่าดีนะภาพรวม เพราะว่าอย่างตัวพี่เองเวลาพี่ดูโฆษณาที่เป็นโฆษณาจริงๆ เช่น วิธีการใช้สินค้าแบบนี้เนี่ย เราดูมาตั้งแต่เด็กแล้วอะ เราก็เริ่มแบบอะไรวะ มันเป็นโฆษณาที่แบบ Formal อะ เป็นโฆษณาเกินไป บางทีเราอยู่กับอะไรที่คอนเทนต์มันเยอะเต็มไปหมดเลยอะ บนออนไลน์ เราต้องการความบันเทิง ต้องการอะไรสอดแทรก ซึ่งมันต้องผสมกัน เพราะฉะนั้นการที่มันมี Micro Influencer เข้ามา กลุ่มคนที่อาจจะไม่ได้ดังมาก พวกนี้พี่มองว่ามันดูเรียลอะ พี่ชอบอะไรที่มันเรียลๆ ไม่ชอบอะไรที่มันแบบว่าถูกเซตอัพเยอะๆ เวลาเราทำคลิปเราก็จะคุยกันว่า เราทำเรียลๆ ไหม ให้มันดูจริงหน่อยไหม บางทีเติร์ดทำอะไรน่าเกลียดพี่ก็อยากจะเก็บไว้อะนะ แต่เติร์ดชอบตัดออก (หัวเราะ) เพราะฉะนั้นสิ่งที่ Micro ทำ มันแตกต่างจากที่คนดังทำ พี่ว่าเนี่ยน่าจะเป็นเทรนด์ใหม่ในเรื่องของออนไลน์ และโซเชี่ยล มันกระจายไปทั่วเลย เพราะพี่ก็จะเห็นเต็มไปหมดเลย แล้วพี่ก็รู้สึกว่าไอ้นี่ก็หน้าใหม่ ไอ้นี่ก็พูด มันก็รู้สึกดีนะ อย่างเราก็เป็นหน้าใหม่ ถ้าพูดในแง่การหาเงิน มันก็จะเป็นโอกาสที่มีคนเอาเงินมาให้เราทำงานโดยที่เป็นตัวตนของเราจริงๆ เพราะคนพวกนี้เขาก็เป็นตัวตน

 

Tellscore: อยากให้เล่าถึงความสำเร็จจากการเป็นตัวของตัวเองเเละสามารถสร้างรายได้ได้ด้วย  

คุณเติร์ด: สำหรับผมนะครับ ตอนแรกผมไม่รู้เรื่องทางนี้เลย ไม่รู้เลย ทำงานประเภทอื่นมา แล้วก็มีพี่เหว่งเนี่ยแหละที่เขาทำมาอยู่แล้ว เราสนิทกัน เขาก็ชวนเข้ามาทำ ก็เห็นโอกาสดีๆ อยู่ในนี้ด้วย แล้วเหมือนเราทำงานไปเหมือนได้เล่นกับเพื่อนไป มันไม่เหมือนกับว่าเราตื่นเช้าไปทำงาน เลิกงานก็กลับมานอน แล้วตื่นเช้าไปทำงาน มันไม่ได้เป็นระบบแบบนั้นแล้ว

คุณเหว่ง: แต่มันต้องมีวินัยนะ

คุณเติร์ด: ความจริงต้องมีวินัยมากกว่าเก่าด้วยซ้ำ

คุณเหว่ง: ใช่ เพราะเราต้องบังคับตัวเองให้อยู่ในสิ่งที่เราต้องทำตามนี้ บางทีเล่นกันลามปามก็มี คืออย่างที่เติร์ดบอกอะ คือสำหรับส่วนตัวพี่กับเติร์ดเนี่ย อายุพอสมควรละ พี่ก็กลางคนละ มันไม่ใช่ว่าเราจะทำอะไรเล่นๆ อย่างเดียว พี่อาจจะไม่เหมือนเด็กๆ ที่เขาทำยูทูป เฟซบุ๊คด้วย passion อย่างเดียว พี่ต้องมองก่อนว่ามันเป็นธุรกิจได้หรือเปล่า แล้วพี่สามารถจัดการกับมันได้หรือเปล่า มันต่อยอดได้หรือเปล่า พี่ถึงเริ่มทำ แต่สิ่งที่พี่คุยกับเติร์ดก็คือว่าเราจะใส่ความเป็นตัวตนเราลงไป ความอารมณ์ดี หรือความกวนลงไป หรือความขี้เล่นลงไปให้เป็นตัวเรามากที่สุดในแนวทางของเรานะ เราจะได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำด้วย แล้วก็เป็นอาชีพที่สร้างเงินได้ด้วย อันนี้พี่ว่าสำคัญ

คุณเติร์ด: จริงๆ ตอนเริ่มใหม่ๆ อะครับ มีคำที่เราคุยกันตลอดก็คือ ‘ดีว่ะ’ เล่นไปได้งานได้เงินด้วย ได้ให้ความสนุกกับคนด้วย

Tellscore: อยากให้เล่าถึงวิธีการทำงานกับแบรนด์ทั้งแบบที่ประทับใจ และที่รู้สึกว่าไม่ค่อยประทับใจเท่าไร  

คุณเหว่ง: ประทับใจก็คือ หลายๆ แบรนด์ที่ติดต่อมาเข้ามาเนี่ย พี่ว่าเขาก็น่าจะชอบสไตล์บางอย่างที่เราเป็นอยู่แล้ว เขาก็บอกว่าให้เราทำตามสไตล์เราเลย โดยเขาอาจจะมี Key Message บางอย่างว่าเขาต้องการแค่นี้เอง ที่เหลือปล่อยให้เราคิด เล่นเลย ทำเลย โดยที่เขาก็คงมีความคาดหวังในระดับหนึ่งในเรื่องของยอดคนดู แต่พี่ว่าส่วนใหญ่เขาจะพอใจ เพราะว่าเขาไม่ได้จ้างเราสูงเท่าไรนัก เราก็ไม่ได้คิดเขาแพง เราก็เป็นคนที่น่ารักอะนะ แต่เรื่องนี้คือความประทับใจนะ พี่ก็เจอลูกค้าดีๆ เยอะพอสมควร

คุณเติร์ด: แต่ถ้าที่เราไม่ประทับใจก็จะเป็นแบบลูกค้าที่เข้ามาแล้วแบบก็ต้องทำแบบนี้นะ แบบนี้ๆๆ ต้องยกโปรดักต์เข้ามาแบบนี้

คุณเหว่ง: คือสำหรับเราคิดว่ามันจะแจ้งเกินไปอะ เรารู้สึกว่าหลายๆ คนที่ดูพวกคลิปอะ เขาไม่ได้ซื่อบื้อหรอก เขาแยกแยะออกว่าอะไรเป็นอะไร อะไรคือโฆษณา อะไรคือ tie-in การที่เราจ่อไปจะจะ หรือโชว์ท่ากิน คือเราไม่ใช่ TVC เหมือนสมัยยุคที่พี่เป็นเด็กอะ พี่ว่าสิ่งเหล่านี้มันคือศิลปะ มันคือคอนเซปต์การคิดที่นำเสนอที่น่าสนใจ เราเนี่ยอยู่ในหมวดตลกโปกฮา โปรดักต์ที่เข้ามาถ้าเราเล่นตลกโปกฮาและมีคนดูให้เห็นแบรนด์นั้นจำแบรนด์นั้นได้ เห็นคุณค่าของแบรนด์นั้นในตามวิถีทางของเราเนี่ยพี่ว่าอันเนี่ยตอบโจทย์ แต่ถ้าลูกค้าอย่างที่เติร์ดบอกอะ ว่าต้องท่านี้นะ!  ต้องอย่างนี้เท่านั้นนะ! อันนี้อาจจะไม่เหมาะกับเรา ซึ่งอันนี้ก็เป็นประสบการณ์ของเราว่าโอเคเราก็ไม่ได้ประทับใจในผลงานเราเองด้วย เขาก็อาจจะไม่ประทับใจในไฟนอลโปรดักต์ของเรา

คือพอเราดูแล้วเรารู้สึกว่าเหมือนยัดเยียดให้คนดูอะ ยัดเยียดสินค้า แล้วก็เกร็งด้วยแหละ

คุณเหว่ง: ตรงนี้ก็คือว่า ถ้าเป็นสินค้าแล้วเราจับมาเล่นคอนเทนต์นั้นเลย เหมือนเล่นกับสินค้านั้นเลย เช่นเอาซิมโทรศัพท์มาแปะหัวบ้างอะไรบ้างอย่างเนี่ยเราแฮปปี้ มันเหมือนสินค้านั้นๆ เป็นคอนเทนต์อันหนึ่งที่เราทำให้มันตลกได้ อันนี้เราโอเค

Tellscore: คาแรคเตอร์สำคัญไหม กับการที่แบรนด์จะเลือกจ้างเรา

คุณเติร์ด: คาแรคเตอร์ก็สำคัญระดับหนึ่งสำหรับผมนะครับ แต่ตัวคอนเทนต์น่ะสำคัญกว่า คลิปแรกๆ ของเรา เราแทบจะไม่เปิดเผยตัวเลย แจกดอกไม้ คลิปที่ไปขออาหาร ที่แบบว่ามันเห็นตัวเราแหละ แต่คอนเทนต์คีย์เวิร์ดมันไม่ได้เกี่ยวกับพวกเราเลย แล้วมันก็ไวรัลได้ แล้วมันก็ไปได้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าคอนเทนต์สำคัญกว่า

คุณเหว่ง: อันนี้ถ้าลูกค้าจะมองว่าในตัวยอดมันเยอะหรือเปล่า เรามีชื่อเสียง หรือเป็นกระแสหรือเปล่า อันนี้ผมว่ามันก็เป็นหลักการทั่วไปนะ คนที่มีกระแสส่วนใหญ่มันก็จะมีคนติดต่อเข้ามา โดยของเราเองเนี่ย เราเป็นเพจไม่ได้ขนาดใหญ่เรียกว่าเล็กละกันเพิ่งจะแตะแสนเท่านั้นเอง ตรงนี้คนที่จ้างส่วนใหญ่เนี่ยเวลาคนอินบ๊อกซ์มาเขาก็จะพูดเลยว่าเขาชอบงานที่เราทำ เขาไม่ได้พูดว่ายอดไลค์มันเยอะ โดยส่วนใหญ่เลยนะ เขาชอบ ส่วนราคาที่เราทำ เราก็ไม่ได้อ้างอิงราคาทั่วไป เหมือนเราก็คิดว่าเนี่ยเหมาะสมกับสิ่งที่เราทำลงแรงลงไป เสนอไป เขาดีลก็โอเคจบ  คนแรกที่จ้างเราทำตอนนั้นเราก็ 30,000 ไลค์เองมั้ง   

Tellscore: ช่วงแรกๆ ที่ทำมีท้อไหม เนื่องจากเฟซบุ๊คได้ปรับค่าต่างๆ ลง คนเห็นโพสต์เราได้น้อยกว่าเดิม  

คุณเหว่ง: เราก็จ่ายเงินสิครับน้อง พี่ใส่ไปคลิปละ 60-70 บาท น้องคิดว่าเปลืองไหม (หัวเราะ)

คุณเติร์ด: ไม่ใช่สิ! ความจริง ถ้าเกิดพูดถึงเรื่องท้ออะครับ แรกๆ เลยอะครับ ส่วนใหญ่คนจะเห็นเทพลีลามาจากคลิปแจกดอกไม้ Social Experiment ต่างๆ แต่ว่าความจริงมันมีก่อนหน้านั้นอีกที่เราเริ่มกันมาก่อนหน้านั้นแล้ว แล้วมันแป้ก มันไม่มีคนดูอะครับ

คุณเหว่ง: มันผิดทาร์เก็ตมันเหมือนเราแบบ สมมุติตลาดนี้ขายเพชรอะ แล้วพี่เอาข้าวมันไก่ขายอะ ก็คงมีคนกินเฉพาะคนขายเพชรที่กินข้าวมันไก่พี่  คนอื่นที่มาซื้อเพชรเขาก็คงจะไม่ได้มาสนใจข้าวมันไก่พี่

คุณเติร์ด: ถามว่าท้อไหมตอนนั้นก็หนักเหมือนกันนะ 

คุณเหว่ง: คือเราลงเวลาช่วงนี้ไปสักสามเดือนได้มั้ง เราเห็นละว่ามันพลาดเราทิ้งทั้งหมด เราไม่เอา เราเอาใหม่เสร็จปุ๊ปก็มาเป็นคลิปแจกดอกไม้นี่แหละ เราก็เปลี่ยนคอนเซปต์ เปลี่ยนว่าเราจะทำกับมันอย่างไร จริงๆ ท้อนะ ถ้ามันเป็นอย่างนั้นเรื่อยๆ เราก็คงชั่งใจแล้วว่าจะเลิกดีเปล่า แต่พอถึงจุดหนึ่งพอเปลี่ยนแล้วมันมีกระแสที่ดีขึ้น เราก็ค่อยๆ ลุยกันใหม่ ก็มีกันอยู่ 2 คน ตอนนี้มีเพิ่มขึ้นมาเป็น 4 คน

คุณเติร์ด: โห ยอดวิวแรกๆ คือ ถึงร้อยก็ฉลองแล้ว

Tellscore: คำว่า Influencer ในภาษาไทย 

คุณเติร์ด: คำว่า Influencer ความจริงก็เพิ่งจะมาเข้าใจมันตอนที่เริ่มทำเพจพวกนี้แหละ มันก็คือคนที่มีอิทธิพลอยู่ในโลกออนไลน์

Tellscore: อยากร่วมงานกับใครบ้าง จะเป็นแบรนด์ หรือใครก็ได้ 

คุณเหว่ง: พี่ก็อยากร่วมกับคนทุกคนที่เข้าใจเราอะ ที่รู้ว่าเราเป็นอะไร ถ้าเขาเข้าใจเรา รู้จักเรา เขากับเราทำงานร่วมกัน นี่พูดถึงในฐานะการทำงานร่วมกันนะ พี่โอเคหมดเลย ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว 

คุณเติร์ด: อยากร่วมงานกับน้องมิว นิษฐา ครับ

 

Tellscore: Idol ของคุณคือใคร

คุณเหว่ง: ถ้าของพี่ก็เป็นภรรยาพี่ที่เขาทำอีกเพจหนึ่ง เป็นเพจครอบครัว Little Monster ไอดอลของพี่ก็คือเขาเนี่ยทำงานอย่างหนัก ตั้งใจทำงานบน passion ตัวเองจริงๆ ในการมีลูกแล้วก็ทำ พี่เห็นเขาทำมาตลอด อันนี่คือไอดอล แล้วเราก็คิดว่าเราจะทำงานหนักได้เท่าเขาหรือเปล่า ซึ่งตอนนี้ก็หนักละ ก็เริ่มใกล้ๆ กันละ 

คุณเติร์ด: ถ้าอย่างของผมเรื่องแรงบันดาลใจในการทำออนไลน์ความจริงก็จะเกิดมาจากพี่เหว่ง เพราะว่าทีแรกผมไม่รู้เรื่องเลย คือเราเสพสื่อด้านนี้เยอะ เสพสื่อพวก Influencer ต่างๆ แต่เราไม่เข้าใจว่าความจริงมันเป็นงานได้เหมือนกันนะ จนมีพี่เหว่งมาอธิบายทำให้เรารู้ว่าโอเคนี่หว่า เราสามารถทำสิ่งที่ชอบแล้วก็ให้มันเป็นงานได้ด้วย